กำหนดราคาสินค้าอย่างไรขายดี

8 เทคนิคตั้งราคาสินค้า ให้ยอดขายพุ่ง !

แชร์/เผยแพร่ :

       สวัสดีครับวันนี้แอดมิน มีเทคนิคดี ๆ มานำเสนอ เกี่ยวกับคนที่ต้องการทำการตลาดออนไลน์ หรือขายของออนไลน์ และต้องการกำหนดราคาสินค้าให้มีความน่าสนใจนั่นเองครับ ซึ่งก็ได้ไปอ่านเจอมาจากเว็บไซต์หนึ่งเค้าเขียนไว้ครับ ซึ่งก็จะเป็นเทคนิคทางจิตวิทยาครับ ก็จะมีเทคนิคดังนี้

เทคนิคที่ 1 : ตั้งราคาที่ดึงดูดใจครับ 

หากเรามองดูราคาสินค้าส่วนใหญ่บนโลกการตลาดจะมีเลขราคาประมาณนี้ 29 , 299 และ 29.99 เหรียญ เมื่อสังเกตุดูแต่ละราคาส่วนมากจะลงท้ายด้วยเลข 9 ครับ ซึ่งเค้าก็มีการทำการวิจัยไว้ก่อนแล้วครับว่า ส่วนใหญ่ราคาที่มีการลงท้ายด้วยเลข 9 , .99 มักจะมียอดขายที่พุ่งสูงมากกว่าการใช้เลขจำนวนเต็มธรรมดาครับ เพราะมันคงไม่ดึงดูดละมั้ง อิอิ

แต่การกำหนดราคาในลักษณะนี้จะได้ผลดีก็ต่อเมื่อ ตัวเลขด้านซ้าย (ตัวเลขที่อยู่หน้าจุด) ลดลงไปด้วยเท่านั้น

sales1

ยกตัวอย่างเช่น
การลดราคาสินค้าจาก $3.00 เหลือ $2.99 (ตัวเลขด้านซ้ายลดลง) ได้ผลตอบรับดีกว่าการลดราคาจาก $3.80 เหลือ $3.79 (ตัวเลขด้านซ้ายเท่าเดิม)

สาเหตุที่เป็นแบบนี้ ก็เพราะเวลาที่สมองของมนุษย์คำนวนราคา เราจะสร้างภาพจินตนาการไว้ที่เลขด้านหน้าจุด ดังนั้นในราคา $2.99 ซึ่งนำด้วยเลข 2 เราก็จะรู้สึกว่า “ราคามันใกล้ๆ เลข 2 นะ”

แต่ถ้าเราเอาเลข 3 นำ คนซื้อก็จะรู้สึกว่า “ราคามันใกล้ๆ เลข 3 นะ” ทั้ง ๆ ที่ $2.99 กับ $3.00 ห่างกันแค่ 1 สตางค์ ไม่ได้กระทบกับกำไรเราเลยด้วยซ้ำ แต่แค่เปลี่ยนจากเลข 3 เป็นเลข 2 ก็ทำให้ความรู้สึกต่างกันมาก

เทคนิคที่ 2 : ตั้งราคาที่สามารถคำนวณได้ง่าย

การตั้งราคาสินค้าให้คำนวณได้ง่าย จะส่งผลต่อผู้ซื้อคือจะช่วยลดระยะเวลาการคิดเงินในการเลือกซื้อสินค้านั้นเองครับ

ยกตัวอย่างเช่น
ตั้งราคา $100 แทนการตั้งราคา $98.76 เพื่อระยะเวลาการคำนวนของผู้ซื้อ หรือการเปลี่ยนราคาจาก $19.86 เป็น $19 แทน

การตั้งสินค้าแบบคำนวณง่ายไม่ได้เหมาะกับสินค้าทุกประเภทนะครับ ส่วนใหญ่จะนิยมใช้กับพวกสินค้าที่ใช้ อารมณ์ ในการเลือกซื้อ เช่น นาฬิกาแบรนด์เนมเป็นต้น

sales2

แต่สำหรับสินค้าจำพวกที่ต้องหาข้อมูลมาก่อนไม่ควรใช้ราคาสินค้าแบบคำนวณง่ายนะครับเพราะลูกค้ามีการศึกษามาก่อนอยู่แล้ว

sales3

เทคนิคที่ 3 : ตั้งราคาออกเสียงที่จำพยางค์น้อยกว่า 

สิ่งนี้เหมือนจะไม่ค่อยจำเป็นนะครับแต่ให้จำไว้เสมอว่าการทำให้ลูกค้าใช้เวลาคำนวณ ยิ่งน้อยยิ่งส่งผลดีครับ เช่น

ราคา $27.82 ออกเสียง 7 พยางค์ (Twen-ty-se-ven-eigh-ty-two)

และ

ราคา $28.16 ออกเสียง 5 พยางค์ (Twen-ty-eight-six-teen)

sales4

เทคนิคที่ 4 : แยกค่าขนส่งกับราคาหลักออกจากกัน

แม้เราอาจจะเคยได้ยินว่า การรวมค่าขนส่งเข้ากับราคาสินค้าไปเลย และบอกผู้ใช้ว่าฟรีค่าขนส่งจะได้ผลดี แต่ตามหลักจิตวิทยาแล้ว ผู้ใช้จะทำการเปรียบเทียบราคาสินค้าของเรา กับคู่แข่งของเราในตลาดเสมอ ให้จำไว้เสมอนะครับเราควรจริงใจกับลูกค้าเพราะลูกค้าเราก็เปรียบเสมือนพระเจ้า ฮาฮา

sales5

เทคนิคที่ 5 : เสนอการจ่ายแบบเป็นงวด

ในกรณีที่สินค้ามีราคา $500 หรือราคาที่สูงจะทำให้การตัดสินใจในการซื้อสินค้ายากมากขึ้น การเสนอขายเป็นงวดจะได้ผลดีกว่าการเสนอขายแบบ บูมทีเดียว เช่นเสนอขายสินค้าราคา $500 แต่เราตั้งให้เป็นการจ่ายแบบติดราคาผ่าน 5 เดือน จะตกเดือนละ $99 ซึ้งจะทำให้ลูกค้ามีทางเลือกและตัดสินใจได้ง่ายขึ้นเพราะไม่ต้องไปเร่งรีบหาเงินก้อนเดียว แถมเราอาจได้ติ๊บค่าดอกเบี้ยอีกด้วย อิอิ

sales6

เทคนิคที่ 6 : ติดราคาสินค้าที่มุมซ้ายล่าง ของป้ายราคา

เราแสดงในตำแหน่งมุมล่างซ้าย นั่นหมายความว่าราคาของเราอยู่ในตำแหน่งที่ตัวเลขต่ำบนไม้บรรทัด เช่นเดียวกัน ถ้าเราวางราคาไว้มุมขวาบน ราคาของเราก็เหมือนอยู่ตำแหน่งตัวเลขสูงๆ บนไม้บรรทัด ซึ่งก็เสมือนตัวราคาที่สูงจนไม่อยากเอื้อมนั้นเอง

sales7

เทคนิคที่ 7 : ใช้ตัวหนังสือเล็ก ๆ เข้าไว้

ตัวหนังสือก็มีผลทางจิตวิทยานะครับสำหรับการที่เราใช้ตัวหนังสือที่เล็กก็จะทำให้เสมือนราคาสินค้าของเรานั้นมีราคาถูกซึ่งก็ตรงกันข้ามกับตัวหนังสือที่ใหญ่เกินไป

sales8

เทคนิคที่ 8 : ใช้จำนวนคนเข้ามาช่วย

เทคนิคนี้เป็นเทคนิคที่คนนิยมใช้เรียกว่า “Social Validation” การนำจำนวนคนที่ใช้สินค้าของเรามาโฆษณา เพื่อเราจะสร้างความมันใจมาให้ลูกค้าในการยืนยันสินค้าเราให้เกิดความน่าเชื่อถือมากยิ่งขึ้น

sales9

สุดท้ายนี้ขอขอบคุณแหล่งที่มา growthbee นะครับที่ทำให้ผมได้ข้อมูลมาอ่านแล้วนำมาสรุปในความเข้าใจของผม และจึงนำมาเผยแพร่ต่อไป

Please support the site
By clicking any of these buttons you help our site to get better